นม อันตรายแอบแฝง

0

ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้คนหันมาดื่มนมกันมากขึ้น เพื่อหวังให้มีร่างกายแข็งแรง และตัวสูง เพราะทุกคนคิดว่านมเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีโปรตีนและแคลเซียมในปริมาณสูง แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่าที่จริงแล้วนมนั้นเป็นอันตรายมากกว่าที่จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย

นมประกอบด้วยแลกโตสซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่จำเป็นต้องผ่านการย่อยเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ แต่ในขบวนการฆ่าเชื้อเพื่อทำให้นมปลอดจากเชื้อ อันได้แก่ความร้อนในขบวนการพาสเจอร์ไรจะทำลายเอนไซม์ที่มีอยู่ในนม (ได้แก่ เอนไซม์แลกเตสที่ใช้ในการย่อยแลกโตส เอนไซม์กาแลกเตสที่ใช้ในการย่อยกาแลกโตส เอนไซม์ฟอสฟาเตสที่ใช้ในการย่อยสลายแคลเซียม) และผลพวงจากการที่เอนไซม์เหล่านี้ถูกทำลายไปจะทำให้นมกลายเป็นอาหารที่ย่อยยาก นอกจากนี้ยังทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักขึ้นในการผลิตเอนไซม์เหล่านี้ขึ้นมาเองเพื่อใช้ในการย่อยนม ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะเบาหวานและโรคอื่นๆ

หมายเหตุ สำหรับมนุษย์แล้วจะมีการผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยน้ำตาลแลกโตสในนม เฉพาะในเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 4-5 ปี หลังจากนั้นจะไม่มีการสร้างเอนไซม์ชนิดนี้อีกหรือมีแต่มีในปริมาณที่น้อยมาก ดังนั้นเราจึงสังเกตได้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ดื่มนมแล้วมักจะมีอาการท้องเสีย หรือมีแก๊ส หรือมีการหดเกร็งตัวของบริเวณช่องท้อง นอกจากนี้นมยังทำให้เกิดเมือกซึ่งมีลักษณะเหนียวเคลือบตามผนังลำไส้ ทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมของอาหารผ่านทางลำไส้ลดลง และตัวเมือกนี้ยังเป็นแหล่งสะสมและหมักหมมของเสียอีกด้วย และการดื่มยังกระตุ้นการสร้างเมือกบริเวณทางเดินหายใจและโพรงอากาศซึ่งจะหนาตัวมากกว่าปกติ ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจได้

ถึงแม้ว่านมจะมีแคลเซียมในปริมาณสูง แต่ก็ไม่ใช่แหล่งแคลเซียมที่ดี เนื่องจากในนม นอกจากจะประกอบด้วยแคลเซียมในปริมาณสูงแล้วยังมีโปรตีนสูงเช่นกัน และจากการศึกษาพบว่าการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นผ่านทางปัสสาวะ ดังนั้นการดื่มนมแทนที่จะเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้แก่คุณ กลับทำให้คุณมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากขึ้นสำหรับแหล่งของแคลเซียมที่ดีจะเป็นผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า วอเตอร์เครส หรือพวกเมล็ดทานตะวัน เมล็ดงา

ฟาร์มเลี้ยงโคนมปัจจุบันมีการฉีดโกรทฮอร์โมนให้แก่วัวเพื่อหวังผลในการเพิ่มปริมาณน้ำนม ซึ่งโกรทฮอร์โมนจะทำให้วัวผลิตโกรทแฟคเตอร์ซึ่งมีลักษณะคล้ายอินซูลิน (insulin-like growth factor : IGF-1) และจากการศึกษาพบว่าสารตัวนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดมะเร็งเต้านมต่อมลูกหมาก และลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้ในนมยังมีการปนเปื้อนของสารเคมี เช่นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย สารปฏิชีวนะ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลเสียต่อร่างกาย และยังมีไขมันและคลอเลสเตอรอลปริมาณสูง ทำให้ผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติที่หลอดเลือดและหัวใจได้มากขึ้น

แต่สำหรับโยเกิร์ตหรือที่เราเรียกว่านมหมักแล้ว คุณสมบัติหลายๆอย่างของนมจะเปลี่ยนไป โยเกิร์ตจะกลายเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ซึ่งผู้ที่เคยมีอาการท้องเสียเนื่องจากการดื่มนม สามารถทานโยเกิร์ตได้โดยไม่ทำให้เกิดภาวะท้องเสีย นอกจากนี้ในโยเกิร์ตยังมีแคลเซียมในปริมาณที่มากกว่านม เนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมผ่านทางลำไส้ ตลอดจนโยเกิร์ตสามารถลดปริมาณคลอเลสเตอรอลได้เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตสามารถกำจัดคลอเลสเตอรอลได้ และทั้งนี้โยเกิร์ตก็สามารถรวมตัวกับกรดน้ำดีซึ่งเป็นสารตั้งต้นของคลอเลสเตอรอลได้

http://www.goodhealth.co.th/new_page_96.htm

 

Share.

About Author

Simran Saroa

สวัสดีค่ะ ชื่อจ๋า น่ะค่ะ อารมณ์ดี คุยง่าย เป็นมิตรกับทุกคนค่ะ

Comments are closed.