แกนสับปะรด เลอค่า ครั้งหน้าอย่าโยนทิ้งเชียว

0

แกนสับปะรด ถ้าไม่เคยทานก็ต้องลองสักครั้ง เพราะส่วนนี้แหละมีสารอาหารสำคัญสะสมอยู่มากกว่าเนื้อหวาน ๆ ฉ่ำ ๆ ซะอีก 

         คนส่วนใหญ่เวลาปอกสับปะรดก็มักจะหั่นเอาแต่เนื้อแล้วโยนแกนแข็ง ๆ สีขาว ๆ ทิ้งขยะไป โดยหารู้ไม่ว่าเรากำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะแกนสับปะรด หรือไส้กลางแข็ง ๆ นี่แหละที่มีสารอาหารมากกว่าเนื้อเหลืองที่เราทานด้วยซ้ำ กระปุกดอทคอม เลยรีบหยิบเอาประโยชน์ของแกนสับปะรดมาบอกไว้ก่อน จะได้ทานกันเพื่อรับประโยชน์มากมายจากผลไม้ชนิดนี้

 คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรด 

             ก่อนจะไปรับทราบถึงประโยชน์ของแกนสับปะรด มาดูข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดทั้งลูกกันก่อนค่ะ โดยจากข้อมูลของ

กระทรวงเกษตรฯ สหรัฐฯ

       พบว่า ในสับปะรด 100 กรัม ให้พลังงาน 50 กิโลแคลอรี มีคุณค่าทางสารอาหารสำคัญ ๆ ดังนี้
       น้ำ 86 กรัม
      โปรตีน 0.54 กรัม
      ไขมันรวม 0.12 กรัม
      คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม
      ไฟเบอร์ 1.4 กรัม
      น้ำตาล 9.85 กรัม
      แคลเซียม 13 มิลลิกรัม
      ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม
      แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม
      ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม
      โพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม
      โซเดียม 1 มิลลิกรัม
      สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม
      วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม
      วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม
      โฟเลต 18 µg
      วิตามินเอ 58 IU

คุณประโยชน์จากแกนสับปะรด

แม้จะแข็งและรสฝาดไปสักหน่อย แต่จะบอกว่าแกนสับปะรด หรือไส้กลางสับปะรดนี่คือแหล่งสะสมสารอาหารของสับปะรดเลย โดยเฉพาะเอนไซม์บรอมีเลน (BROMELAIN) ที่จริง ๆ แล้วมีอยู่ในทุกส่วนของสับปะรด แต่พบในส่วนแกนมากที่สุด ซึ่งสารนี้มีประโยชน์มากมาย คือ

1.   มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ถ้ามื้อไหนทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ จนจุกเสียด แน่นท้อง ให้ทานสับปะรดเข้าไปหลังรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

2.   ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คอยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์

3.   ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีกากใยมาก จึงช่วยแก้ท้องผูกได้ แต่ก็ไม่ควรทานมากไป เพราะจะทำให้ท้องเสียแทน

4.   มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว

5.   ลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ

6.   ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเอนไซม์บรอมีเลนจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด

7.   เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง นั่นเพราะบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่

8.   กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีให้คุณผู้ชาย

9.   บรรเทาโรคเกาต์ได้ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้เอนไซม์บรอมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ

 

วิธีทานสับปะรดที่ถูกต้อง

เมื่อทราบประโยชน์ของแกนสับปะรดแล้ว คราวหน้าเวลาหั่นสับปะรดก็ควรหั่นเนื้อมาพร้อมกับแกนกลางด้วยจะดีกว่าทานแต่เนื้ออย่างเดียว แต่ถึงกระนั้นหลายคนอาจจะกลัวว่าเวลาทานแล้วจะเจ็บลิ้นและปาก ซึ่งถ้าเรารู้จักการทานสับปะรดอย่างถูกวิธีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแสบลิ้นตามมา โดยเวลาทานสับปะรดต้องทำแบบนี้

ใช้มีดเฉือนเปลือกออกจนหมด

จากนั้นใช้มีดตัดส่วนตาออกเป็นร่องเฉียง

ตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือทาให้ทั่ว หรือแช่ในน้ำเกลืออ่อน ๆ ประมาณ 2-3 นาที

โดยการทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือจะช่วยทำให้เอนไซม์บรอมีเลนที่มีฤทธิ์เป็นกรด ปรับเปลี่ยนโครงสร้างไม่สามารถเกิดปฏิกิริยากับอวัยวะในปาก และยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid จึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้จนแสบลิ้น

 

คนท้องกินสับปะรดได้ไหม?

มีคนพูดกันว่า สตรีมีครรภ์มีครรภ์ไม่ควรทานสับปะรด เพราะอาจจะทำให้มีโอกาสแท้งบุตรมากขึ้น แต่ความจริงคือ เรื่องนี้ยังไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจนค่ะ แต่มีข้อมูลจาก พญ.จันทรฉวี เจริญพานิช สูติรีแพทย์ และคุณเยาวลักษณ์ รูปปัทม์ นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ประจำโรงพยาบาลพญาไท 1 แนะนำไว้ในนิตยสารรักลูก ว่า คนท้องสามารถทานสับปะรดได้ เพื่อช่วยย่อยอาหาร ลดอาการแน่นท้อง การบวม อักเสบ และขับสารพิษออกจากร่างกาย

ขณะที่นักวิชาการในต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ “What to Eat When You’re Pregnant.” บอกว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนเข้าใจกันว่า ในเมื่อเอนไซม์บรอมีเลนมีความสามารถในการย่อยโปรตีน ก็น่าจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ที่เป็นสิ่งที่โปรตีนสร้างขึ้นมาด้วยเหมือนกัน จึงเกรงว่าหากทานสับปะรดเข้าไปจะไปทำให้คุณแม่มีอาการตกเลือดและแท้งได้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง

แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลจากต่างประเทศก็แนะนำให้ว่าที่คุณแม่ทานสับปะรดในปริมาณที่เหมาะสม คือสัปดาห์ละประมาณ 1-2 หน่วยบริโภค (1 หน่วยบริโภคประมาณ 1 ถ้วย) และควรทานสับปะรดสดเท่านั้น ไม่ควรทานในรูปแบบสับปะรดกระป๋อง หรือน้ำสับปะรด ซึ่งถูกสกัดสารบรอมีเลนออกไปพอสมควร

ทั้งนี้เรื่องการทานสับปะรดแล้วจะเกิดผลเสียต่อสตรีมีครรภ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทานและร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันมากกว่าค่ะ บางคนทานแล้วอาจไม่เป็นอะไร แต่บางคนทานแล้วอาจมีอาการไม่ดีก็เป็นได้ หากไม่แน่ใจว่าตัวเองทานได้ไหม ลองปรึกษาแพทย์ดีกว่าค่ะ

 

ข้อควรระวังในการกินสับปะรด

ไม่ควรทานตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพราะอาหาร

ไม่ควรทานสับปะรดดิบ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และก็ไม่ควรทานสับปะรดที่สุกเกินไป เพราะอาจเริ่มเน่า แล้วทำให้ท้องเสียได้

เข้าใจเรื่องสับปะรดกันแล้ว ครั้งหน้าถ้าจะซื้อผลไม้รถเข็นก็ขอแกนสับปะรดติดถุงมาด้วย ถ้าหั่นปุ๊บ ทิ้งปั๊บ แบบนี้เสียดายของดี ๆ แย่เลยค่ะ

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก

http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_12_5.htm

http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5843

http://www.livestrong.com/article/462887-is-pineapple-good-or-bad-for-early-pregnancy/

 

 

Share.

About Author

Simran Saroa

สวัสดีค่ะ ชื่อจ๋า น่ะค่ะ อารมณ์ดี คุยง่าย เป็นมิตรกับทุกคนค่ะ

Comments are closed.